ตะลุยดงโสมสมุนไพร

 

ถ้าไม่เพราะความอยากรู้อยากเห็นแบบนักวิทยาศาสตร์ของชาวยุโรปแล้ว ป่านนี้ชาวโลกก็ยังคงรู้จัก โสม ในภาพลักษณ์เดิมๆ คือบอกต่อกันมาโดยไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามันมีดีอย่างไร จึงทุ่มเทเงินซื้อมาบริโภค

ในบทความนี้จะเล่าถึงการพัฒนา โสมเกาหลี (Korean Ginseng) เท่านั้น เนื่องจากเป็นโสมชนิดเดียวที่ได้รับการวิจัย อย่างทุ่มเทมากที่สุด ในบรรดาสมุนไพรทั้งหลายทั้งปวง

C.A. Meyer เป็นนักพฤษศาสตร์ชาวรัสเซีย ซึ่งทำการศึกษา และจำแนกโสมชนิดต่างๆ แล้วกำหนดให้ โสมเกาหลี มีชื่อว่า Panax Ginseng  ตั้งแต่ปี พ.ศ.  2538 ซึ่งในทางพฤษศาสตร์ จัดอยู่ในต้นไม้ในวงศ์ อลาเลียชิอี (Araliaceae genus) หรือสกุล “พานักซ์” (panax) ซึ่งต้นไม้ไทย ที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันนี้คือ ต้นเล็บครุฑ นิ้วมือพระนารายณ์และต้นหนุมานประสานกาย Panax อันเป็นชื่อสกุลของโสมนั้นมีรากศัพท์จากภาษากรีกคำว่า “แพน” (pan) แปลว่า ทั้งหมด ผสมกับคำว่า แอ็กซอส (axos) ซึ่งแปลว่า “ยา” รวมเป็นคำว่า “พานักซ์” แปลว่า “รักษาได้ทุกโรค” ส่วนคำว่า “จินเซ็ง” (ginseng) เป็นคำภาษาจีน ซึ่งมีลักษณะการออกเสียงคล้ายภาษาเกาหลี คือ “อินแซ็ม” (insam) ลักษณะภายนอกของโสมเกาหลีนั้น คล้ายกับร่างกายมนุษย์ซึ่งคำเรียกจินเซ็ง หรือรากมนุษย์ (manroot) นั้นเอง

ชาวจีนรู้คุณค่าของโสมมากกว่า 5000 ปี แล้วสิ่งที่บันทึกไว้ในสมุนไพรจีนอันยาวนานนั้น บ่งชี้ว่า โสมใช้เป็นยารักษาสุขภาพของชนชาติตะวันออก โดยชาวจีนยอมรับว่า โสมเกาหลี เป็นสุดยอดของโสม หรือโสมของโสม (Ginseng of Ginseng) ซึ่งถือว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ (The miraculous panacea)

ความจริงโสมในสกุลเดียวกันนี้มีถึง 8 ชนิด เช่น โสมจีนโสมญี่ปุ่นโสมหิมาลายันโสมอเมริกัน เป็นต้น แต่เชื่อว่าโสมชนิดอื่นๆ นอกจากโสมเกาหลีและโสมอเมริกันแล้ว ไม่มีความสำคัญ หรือคุณค่าพอในแง่ยาสมุนไพรในเชิงพาณิชย์

โสมอเมริกัน (American Ginseng) มีชื่อทางพฤษศาสตร์ว่า Panax quinquefolium L. เดิมเป็นไม้ป่าทั่วไป จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “wild ginseng” มีอยู่ชุกซุมในป่าแถวจังหวัด คิวเบ็ก หรือมานิโดบาในประเทศแคนนาดาและทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา เช่น แคโรไลนาเหนือ, จอร์เจีย, เท็นเนสซี แต่ปัจจุบันมีการเพาะปลูกแถวคอนเน็คติคัท, เค็นตักกี และมินเนโซด้ามากเพื่อส่งมาขายที่ฮ่องกง เนื่องจากชาวจีนนิยมใช้ไม่แพ้โสมเกาหลี และบ้านเรารู้จักดีในนาม “โสมขาว” ซึ่งเมื่อวิเคราะห์สารเคมีในโสมขาวแล้วพบว่าเป็น สารซาโปนิน (saponin) กว่า 30% โดยสารนี้ไม่ถือว่าเป็น จินเซนโนไซด์ (ginsenoside)

ดร.คาร์ล ไฮน์ รูเกิร์ด (Karl Heinz Rueckert) เป็นเภสัชกรชาวสวิส เล่าให้ฟังว่าเมื่อ 30 ปีก่อนมีโอกาสมาพำนักอยู่ในเอเชียตะวันออกราว 3 ปีและได้เห็นประโยชน์ทางการรักษาของโสมเกาหลีแล้วรู้สึกทึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็มองเห็นความยากลำบาก ในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและมาตราฐานเดียวกัน เหตุเพราะว่า ไม่มีกรรมวิธีวิเคราะห์และควบคุมคุณภาพอีกทั้งยังไม่มีการศึกษาทางเภสัชวิทยาและการวิจัยแบบ double blind ทางคลีนิกเลย เมื่อสบโอกาสก็เลยลองถามศาสตราจาย์ที่รู้เรื่องโสมท่านหนึ่งว่าทำไมไม่มีการศึกษาวิจัยเลยศาสตราจาย์ท่านนั้นตอบว่า “บรรพบุรุษของเราใช้โสมมาอย่างได้ผลนับพันๆ ปีแล้วจะต้องเสียเงินเสียเวลาวิจัยอีกทำไม?”  แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์จากชาติตะวันตก ดร.รูเกิร์ต บอกตัวเองว่าคงยอมรับคำตอบ แค่นี้ไม่ได้ เมื่อกลับไปสวิสเซอร์แลนด์ เลยระดมทุนวิจัยโสมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ 30 ปี เข้านี่แล้วโดยร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญจากเกาหลี ระหว่างการวิจัยก็พบว่ารากโสมทุกชนิดไม่ได้มีตัวยาสำคัญเสมอไป

โสมดีๆ จะปลูกได้แห่งเดียวที่ประเทศเกาหลี

กระบวนการเพาะปลูกค่อนข้างยุ่งยากและกินเวลานานถึง 6 ปี และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วรากจะคงสภาพอยู่ดีเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น ทางแก้คือการสร้างกระบวนการแปรรูปเพื่อรักษาตัวยาสำคัญที่อยู่ในราก มิให้เสื่อมสภาพไป รากที่เก็บเกี่ยวมาต้องคัดเอาเฉพาะส่วนดีๆ ด้วยเหตุนี้โสมดีๆ จึงต้องมีราคาแพง ณ จุดนี้จึงเป็นช่องทางให้พ่อค้าที่ขาดคุณธรรมฉวยโอกาสนำรากโสมคุณภาพต่ำแต่จำหน่ายในราคาสูง เพื่อเอากำไรมากๆ โดยผู้บริโภคอาจไม่ได้ประโยชน์เนื่องจากไม่มีตัวยาสำคัญอยู่หรือถึงมีก็น้อยมาก

โสมจึงอาจเสื่อมเสียชื่อเสียงได้เนื่องจาก

  • ผู้ผลิตบางรายไม่มีประสบการณ์ของการผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ
  • ใช้รากสารพัดชนิดจากโสมหลายๆ ชาติหลายๆ พันธุ์ ซึ่งมีตัวยาในปริมาณต่างๆ กัน
  • บางรายก็ใช้รากเก่าผสมรากใหม่และใช้ทุกส่วนของราก โดยไม่ทราบว่าการทำอย่างนั้น จะได้สินค้าคุณภาพต่างกันในแต่ละผลผลิตสุดท้าย หมายความว่าแต่ละขวด แต่ละเม็ด อาจจะมีตัวยาไม่เท่ากัน

การวิจัยของดร.รูเกิร์ต เริ่มอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • ค้นหารากชนิดที่เหมาะสม
  • ค้นหาส่วนของรากที่เหมาะสม
  • พัฒนากระบวนการผลิตให้ได้สารสกัดแบบเหลวที่คงสภาพ
  • พัฒนาวิธีการผลิตโสมสกัดแบบผงที่คงสภาพ ปลอดเชื้อและเข้นข้นเพื่อให้สารสกัดมีมาตรฐานเดียวกันด้วยการพัฒนาวิธีวิเคราะห์สารจินเซ็งโนไซต์
  • ตรวจสอบทางการเภสัชวิทยา เพื่อให้ได่มาซึ่งขนาดรับประทาน (dosage) ที่ได้ประสิทธิภาพเหมาะสมที่สุด
  • การทดสอบทางพิษวิทยาในสัตว์ทดลอง 2 ชั่วคน
  • การทดสอบทางคลินิกโดยวิธีการทดลองเปรียบเทียบแบบ double blind

โครงการวิจัยได้นำมาซึ่งผลิตภัณฑ์หลายขนาดอันเป็นที่ยอมรับทั่วโลก จากวิธีสกัดที่เยี่ยมที่สุดตัวอย่างการทดสอบทางเภสัชวิทยาเพื่อหารากโสมที่เหมาะสมที่สุดมี อาทิเช่น ให้หนูทดลองกินรากโสมชนิดต่างๆ เป็นเวลา 28 วัน เปรียบเทียบกับหนูที่กินแต่น้ำ พบว่าหมูที่กินรากโสม รหัส extract G. ขนาด 0.06 มิลลิกรัมต่อวัน เพิ่มประสิทธิภาพของหนูทดลองได้สูงสุด และต่อมาการทดลองเพื่อยืนยันขนาดยาก็พบว่า 0.06 มิลลิกรัมได้ผลดีที่สุดโดยแม้จะเพิ่มขนาดยาก็ไม่ทำให้แข็งแรงขึ้น อย่างที่เรามักจะคิดกัน

เมื่อวิเคราะห์และปรับมาตรฐานแล้วก็นำไปทดสอบทางคลินิกคือทดลองกับคนต่อไปและพบว่า สามารถทำให้คนเรามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งทางกายและทางความคิด เพื่อความสามารถในการต่อสู้ความเครียดและภาวะติดเชื้อ ในส่วนของการเพิ่มความต้านทานโรคนั้น พิสูจน์โดยดูความสามารถของเม็ดเลือดขาว ซึ่งเก็บกินจุลินทรีย์ได้ดีขึ้นหลังรับประทานโสมสกัดแล้ว

การวิจัยตลอด 30 ปีที่ผ่านมาใช้ค่าใช้จ่าย 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 500 ล้านบาท สรุปได้ว่าโสมสกัดที่ดีที่สุด ได้จากการคัดเลือกรากอย่างละเอียดและวิธีการผลิตพิเศษ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญพัฒนาขึ้นมาโดยรักษามาตรฐานไว้สูงมาก

ผู้แปล นพ.ชุมศักดิ์ พฤษาพงษ์

ที่มา จากนิตยสารไกล้หมอปีที่ 19 ฉบับที่ 4 เมษายน 2538